ปอมเปอี
เป็นนครโรมันโบราณที่ถูกฝังบางส่วนใกล้กับเมืองเนเปิลส์สมัยใหม่
ในแคว้นกัมปาเนีย ประเทศอิตาลี
ปอมเปอีถูกทำลายบางส่วนและถูกฝังใต้เถ้าและหินภูเขาไฟหนา 4 ถึง 6 เมตร
จากเหตุภูเขาไฟวิสุเวียสปะทุใน ค.ศ. 79 ร่วมกับเฮอร์คิวเลเนียม
เมืองปอมเปอีตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ (Naples) ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี
ถือกำเนิดขึ้นโดยชาวออสกัน (Oscan) ในช่วง 700
ปีก่อนคริสตกาล และถูกผนวกรวมกับอาณาจักรโรมันในช่วง 80 ปีก่อนคริสตกาล
เมืองท่าแห่งนี้คือทำเลทองที่เอื้อต่อการทำการค้าและการเกษตร
ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟ
ทำให้สามารถปลูกต้นองุ่นและมะกอกได้ดี
มีการประมาณว่าเมืองปอมเปอีนั้นมีประชากรอาศัยอยู่ราว
10,000-20,000 คน และยังถือเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวโรมัน
โดยผู้ที่มีฐานะร่ำรวยนิยมสร้างบ้านพักตากอากาศไว้ที่นี่
เพื่อเข้ามาพักผ่อนในช่วงฤดูร้อน
ส่วนประกอบต่าง ๆ
ของปอมเปอีนั้นก็ไม่ต่างจากเมืองอื่นในอาณาจักรโรมันเท่าใดนัก
ด้านหนึ่งของเมืองจะมีฟอรั่ม (Forum) ไว้ใช้ในการพบปะสังสรรค์ของชาวเมือง
โดยในบริเวณใกล้กันจะมีวิหาร ของเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ เช่น เทพเจ้าวีนัส (Venus),
จูปิเตอร์ (Jupiter) และอพอลโล (Apollo)
ตั้งอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีท่อส่งน้ำเข้ามายังใจกลางเมือง
ไว้ใช้สำหรับที่อาบน้ำสาธารณะและน้ำพุอีกด้วย
นอกจากนี้
ชาวเมืองปอมเปอียังชื่นชอบความบันเทิงเริงใจ โดยพวกเขาได้สร้างอัฒจรรย์ขนาดใหญ่ความจุถึง
20,000
ที่นั่งไว้สำหรับชมกลาดิเอเตอร์ รวมถึงโรงละครอีกหลายแห่ง
เอาไว้ใช้สำหรับพิธีฉลองทางศาสนาหรือการแสดงคอนเสิร์ตต่าง ๆ
แต่แล้วในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79
ภูเขาไฟวิสุเวียสที่หลับใหลมานานกว่าพันปีก็ได้เกิดปะทุขึ้น แรงระเบิดทำให้ลาวากว่า
1.5 ล้านตัน ทะลักออกมาจากปากปล่องที่กว้างถึง 3 กิโลเมตร กระแสลมพัดพาเอาเถ้าถ่าน
ฝุ่นควันและก๊าซพิษจำนวนมากมายังเมืองปอมเปอีที่ห่างจากเขาเพียง 5 กิโลเมตร
เพียงเวลาแค่ไม่กี่นาที
ท้องฟ้าเหนือเมืองปอมเปอีก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันจนแม้กระทั่งแสงอาทิตย์ก็ไม่อาจส่องทะลุลงมาได้
และลาวาที่ถูกพ่นขึ้นไปบนฟ้าเมื่อเจออากาศก็แข็งตัวและตกลงพื้นดิน
ทำให้ชาวเมืองต้องรีบหลบเป็นพัลวัน บางคนโดนหินตกใส่เสียชีวิต บางคนหลบอยู่ในบ้าน
แต่ถึงกระนั้นก็ยังหนีไม่พ้นก๊าซพิษซึ่งระเหยในอากาศ
เมื่อพวกเขาสูดหายใจเข้าไปก็เริ่มหายใจไม่ออก
มีชาวเมืองบางส่วนเริ่มหลบหนีออกจากเมือง
ขณะที่หินยังคงหล่นมาอย่างต่อเนื่องจนเกาะตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ
บ้านบางหลังรับน้ำหนักไม่ไหวก็ถล่มลงมาทับคนตาย
มีการค้นพบบันทึกของชาวโรมันคนหนึ่งที่ชื่อ
พลินนี่ เดอะ ยังเกอร์ (Pliny the Younger) โดยบันทึกนี้กล่าวว่า
ในช่วงวันก่อนภูเขาไฟระเบิดได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินสั่นไหวอยู่หลายครั้ง
แต่ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ก้าวหน้าในยุคนั้น
ทำให้ไม่มีใครเฉลียวใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าว คือสัญญาณเตือนของโศกนาฏกรรมที่นำมาซึ่งจุดจบของปอมเปอี
การระเบิดยังดำเนินต่อไปอีกหลายวัน
วันที่สองดูจะรุนแรงกว่าวันแรกเสียอีก ครั้งนี้ทำเอาชายหาดสั่นสะเทือน
เกิดคลื่นปั่นป่วนจนบ้านตากอากาศริมทะเลพังหลายหลัง วันที่สามเกิดฝนตกลงมา
ละลายเอาเถ้าถ่านร้อนๆ จากภูเขาไฟกลายเป็นโคลนเดือดๆ
และไหลมาในเมืองเฮอร์คิวลาเนียม (Herculaneum) ซึ่งเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับปอมเปอี
ทำให้ชาวเมืองนับพันเสียชีวิตเพราะถูกฝังใต้โคลนร้อนจัด
เป็นการปิดฉากเมืองอันยิ่งใหญ่ทั้งสองเมือง
ค้นพบเมืองที่สาบสูญ
เป็นเวลานับพันปีที่ปอมเปอีหลับใหลอยู่ใต้ลาวาที่แข็งตัว
โดยชาวโลกไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของเมืองนี้ จนกระทั่งปี 1534
มีการขุดค้นพบซากเมืองปอมเปอี แต่ไม่ได้รับความสนใจ จนปี 1689 มีการขุดคลองส่งน้ำ
คนงานพบซากสิ่งก่อสร้างแบบโรมันและเหรียญต่างๆ แต่พวกเขาไม่สนใจ
และเคลื่อนย้ายมันออกไปจากเส้นทางการขุดคลอง
เมืองอันสาบสูญแห่งนี้ถูกค้นพบขึ้นอีกครั้งในอีกปี 1599
ในระหว่างการขุดอุโมงค์ใต้ดิน
คณะผู้ค้นพบได้ขุดเจอกำแพงที่เต็มได้ด้วยภาพวาดและจารึกมากมาย
แต่แล้วการสำรวจก็ได้หยุดชะงักไป และเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี 1748 ต่อเนื่องเรื่อยมา
เผยให้เห็นโฉมหน้าความรุ่งเรืองและอารยธรรมอันศิวิไลซ์ของปอมเปอี
ในปี
1784 จึงมีการเริ่มต้นขุดค้นหาซากเมืองอย่างจริงจัง เมื่อลอกดินที่พอกอยู่ออกไป
คณะสำรวจจึงพบกับซากเมืองที่อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ รวมถึงร่างของชาวเมือง
พวกเขาพบโพรงอากาศที่มีซากมนุษย์อยู่ภายในจึงตัดสินใจนำปูนปลาสเตอร์หยอดลงไป
เมื่อปูนแห้งก็ได้ออกมาเป็นรูปร่าง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น