วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

POMPEII


ปอมเปอี

เป็นนครโรมันโบราณที่ถูกฝังบางส่วนใกล้กับเมืองเนเปิลส์สมัยใหม่ ในแคว้นกัมปาเนีย ประเทศอิตาลี ปอมเปอีถูกทำลายบางส่วนและถูกฝังใต้เถ้าและหินภูเขาไฟหนา 4 ถึง 6 เมตร จากเหตุภูเขาไฟวิสุเวียสปะทุใน ค.ศ. 79 ร่วมกับเฮอร์คิวเลเนียม
          เมืองปอมเปอีตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ (Naples) ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ถือกำเนิดขึ้นโดยชาวออสกัน (Oscan) ในช่วง 700 ปีก่อนคริสตกาล และถูกผนวกรวมกับอาณาจักรโรมันในช่วง 80 ปีก่อนคริสตกาล เมืองท่าแห่งนี้คือทำเลทองที่เอื้อต่อการทำการค้าและการเกษตร ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟ ทำให้สามารถปลูกต้นองุ่นและมะกอกได้ดี





มีการประมาณว่าเมืองปอมเปอีนั้นมีประชากรอาศัยอยู่ราว 10,000-20,000 คน และยังถือเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวโรมัน โดยผู้ที่มีฐานะร่ำรวยนิยมสร้างบ้านพักตากอากาศไว้ที่นี่ เพื่อเข้ามาพักผ่อนในช่วงฤดูร้อน
         ส่วนประกอบต่าง ๆ ของปอมเปอีนั้นก็ไม่ต่างจากเมืองอื่นในอาณาจักรโรมันเท่าใดนัก ด้านหนึ่งของเมืองจะมีฟอรั่ม (Forum) ไว้ใช้ในการพบปะสังสรรค์ของชาวเมือง โดยในบริเวณใกล้กันจะมีวิหาร ของเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ เช่น เทพเจ้าวีนัส (Venus), จูปิเตอร์ (Jupiter) และอพอลโล (Apollo) ตั้งอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีท่อส่งน้ำเข้ามายังใจกลางเมือง ไว้ใช้สำหรับที่อาบน้ำสาธารณะและน้ำพุอีกด้วย
นอกจากนี้ ชาวเมืองปอมเปอียังชื่นชอบความบันเทิงเริงใจ โดยพวกเขาได้สร้างอัฒจรรย์ขนาดใหญ่ความจุถึง 20,000 ที่นั่งไว้สำหรับชมกลาดิเอเตอร์ รวมถึงโรงละครอีกหลายแห่ง เอาไว้ใช้สำหรับพิธีฉลองทางศาสนาหรือการแสดงคอนเสิร์ตต่าง ๆ


แต่แล้วในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 ภูเขาไฟวิสุเวียสที่หลับใหลมานานกว่าพันปีก็ได้เกิดปะทุขึ้น แรงระเบิดทำให้ลาวากว่า 1.5 ล้านตัน ทะลักออกมาจากปากปล่องที่กว้างถึง 3 กิโลเมตร  กระแสลมพัดพาเอาเถ้าถ่าน ฝุ่นควันและก๊าซพิษจำนวนมากมายังเมืองปอมเปอีที่ห่างจากเขาเพียง 5 กิโลเมตร
เพียงเวลาแค่ไม่กี่นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองปอมเปอีก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันจนแม้กระทั่งแสงอาทิตย์ก็ไม่อาจส่องทะลุลงมาได้ และลาวาที่ถูกพ่นขึ้นไปบนฟ้าเมื่อเจออากาศก็แข็งตัวและตกลงพื้นดิน ทำให้ชาวเมืองต้องรีบหลบเป็นพัลวัน บางคนโดนหินตกใส่เสียชีวิต บางคนหลบอยู่ในบ้าน แต่ถึงกระนั้นก็ยังหนีไม่พ้นก๊าซพิษซึ่งระเหยในอากาศ เมื่อพวกเขาสูดหายใจเข้าไปก็เริ่มหายใจไม่ออก มีชาวเมืองบางส่วนเริ่มหลบหนีออกจากเมือง ขณะที่หินยังคงหล่นมาอย่างต่อเนื่องจนเกาะตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ บ้านบางหลังรับน้ำหนักไม่ไหวก็ถล่มลงมาทับคนตาย





       
        มีการค้นพบบันทึกของชาวโรมันคนหนึ่งที่ชื่อ พลินนี่ เดอะ ยังเกอร์ (Pliny the Younger) โดยบันทึกนี้กล่าวว่า ในช่วงวันก่อนภูเขาไฟระเบิดได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินสั่นไหวอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ก้าวหน้าในยุคนั้น ทำให้ไม่มีใครเฉลียวใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าว คือสัญญาณเตือนของโศกนาฏกรรมที่นำมาซึ่งจุดจบของปอมเปอี
การระเบิดยังดำเนินต่อไปอีกหลายวัน วันที่สองดูจะรุนแรงกว่าวันแรกเสียอีก ครั้งนี้ทำเอาชายหาดสั่นสะเทือน เกิดคลื่นปั่นป่วนจนบ้านตากอากาศริมทะเลพังหลายหลัง วันที่สามเกิดฝนตกลงมา ละลายเอาเถ้าถ่านร้อนๆ จากภูเขาไฟกลายเป็นโคลนเดือดๆ และไหลมาในเมืองเฮอร์คิวลาเนียม (Herculaneum) ซึ่งเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับปอมเปอี ทำให้ชาวเมืองนับพันเสียชีวิตเพราะถูกฝังใต้โคลนร้อนจัด เป็นการปิดฉากเมืองอันยิ่งใหญ่ทั้งสองเมือง


ค้นพบเมืองที่สาบสูญ

เป็นเวลานับพันปีที่ปอมเปอีหลับใหลอยู่ใต้ลาวาที่แข็งตัว โดยชาวโลกไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของเมืองนี้ จนกระทั่งปี 1534 มีการขุดค้นพบซากเมืองปอมเปอี แต่ไม่ได้รับความสนใจ จนปี 1689 มีการขุดคลองส่งน้ำ คนงานพบซากสิ่งก่อสร้างแบบโรมันและเหรียญต่างๆ แต่พวกเขาไม่สนใจ และเคลื่อนย้ายมันออกไปจากเส้นทางการขุดคลอง





เมืองอันสาบสูญแห่งนี้ถูกค้นพบขึ้นอีกครั้งในอีกปี 1599 ในระหว่างการขุดอุโมงค์ใต้ดิน คณะผู้ค้นพบได้ขุดเจอกำแพงที่เต็มได้ด้วยภาพวาดและจารึกมากมาย แต่แล้วการสำรวจก็ได้หยุดชะงักไป และเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี 1748 ต่อเนื่องเรื่อยมา เผยให้เห็นโฉมหน้าความรุ่งเรืองและอารยธรรมอันศิวิไลซ์ของปอมเปอี 

ในปี 1784 จึงมีการเริ่มต้นขุดค้นหาซากเมืองอย่างจริงจัง เมื่อลอกดินที่พอกอยู่ออกไป คณะสำรวจจึงพบกับซากเมืองที่อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ รวมถึงร่างของชาวเมือง พวกเขาพบโพรงอากาศที่มีซากมนุษย์อยู่ภายในจึงตัดสินใจนำปูนปลาสเตอร์หยอดลงไป เมื่อปูนแห้งก็ได้ออกมาเป็นรูปร่าง













ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น