วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

PERSIAN EMPIRE

         อาณาจักรเปอร์เซีย                                                     ชาวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นชาวอินโดอารยันกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในดินแดนที่ปัจจุบันนี้ คือ ประเทศอิหร่าน ซึ่งได้ก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นเป็นอาณาจักร โดยมีปฐมกษัตริย์ทรงพระนามว่า อาเคมีเนส” (Achaemenes) แห่งราชวงศ์อาเคเมนิค(Achaemenid) ต่อมาในสมัยของพระเจ้าไซรัส อาณาจักรเปอร์เซียได้ทำสงครามกับอาณาจักรลิเดียของพระเจ้าคริซุส ซึ่งเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่ง เข้มแข็ง และสามารถพิชิตอาณาจักรลิเดียลงได้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของความยิ่งใหญ่ โดยหลังจากพิชิตลิเดียแล้ว พระเจ้าไซรัสได้ทรงแผ่ขยายแสนยานุภาพเข้าครอบครองดินแดนใกล้เคียง จนสามารถยึดครองกรุงบาบิโลนได้ในปีที่ 539 ก่อนคริสตกาล ทำให้ครอบครองดินแดนแถบเมโสโปเตเมียได้สำเร็จ ก่อนจะเข้ายึดครองดินแดนอียิปต์ได้ในเวลาต่อมา ทำให้อาณาจักรเปอร์เซียขึ้นสู่จุดสูงสุดและกลายเป็นจักรวรรดิในที่สุดและพระเจ้าไซรัสทรงได้รับพระนามเป็น มหาราช









ศูนย์กลางของจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณ ตั้งอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันคือ ประเทศอิหร่าน โดยแต่เดิมเมืองหลวงของอาณาจักร คือ กรุง เอคบาทานา (Ecbatana) ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าไซรัสมหาราช ช่วงที่กลายเป็นจักรวรรดิ ได้ทรงสร้างเมืองใหม่ที่ เปอร์ซีโปลิส (persepolis) และกลายเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งใหม่จนล่วงเข้าถึงรัชกาลของพระเจ้าดาริอุสที่หนึ่ง พระองค์ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ ที่ นครสุสา(Susa)

      ชาวเปอร์เซียนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์(Zoroaster) และเป็นศาสนาประจำอาณาจักร โดยยึดถือคัมภีร์อาเวสตา (Avesta) ซึ่งมีความเชื่อว่าจักรวาลแบ่งเป็นฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว โดยมี เทพเจ้าแห่งความดี เป็นเทพผู้สูงสุด ชื่ออหุรมัสดา (Ormazd) โดยเทพองค์นี้มีพวกอัครเทวทูตและเทวทูตทั้งหลายเป็นบริวาร ส่วนฝ่ายชั่วนั้น มีเทพแห่งความชั่วองค์หนึ่งชื่อ อาห์ริมาน (Ahriman) มีภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ศาสนาโซโรแอสเตอร์ได้สั่งสอนว่า มนุษย์ควรจะปรนนิบัติรับใช้เทพแห่งความดี
จักรวรรดิเปอร์เซียมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเกษตรกรรมโดยมีการนำระบบชลประทานทั้งการสร้างเขื่อนและฝาย รวมทั้งรางส่งน้ำ เพื่อนำน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก นอกจากนี้ยังมีระบบชลประทานใต้ดิน ที่เรียกว่า คานัต”(Qanat)มาใช้ในการทำระบบส่งน้ำเข้าสู่เขตชุมชนเมืองด้วย



              อารยธรรมของชาวเปอร์เซีย

อารยธรรมเปอร์เซีย อยู่ในช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช หลังจากที่อาณาจักรแอสสิเรียได้เสื่อมลง ชาวเปอร์เซียซึ่งเป็นชนชาติอินโดยูโรเปียนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ ได้สร้างอาณาจักรอยู่ทางตอนเหนือเทือกเขาตะวันออก กษัตริย์ราชวงศ์อะเคเมเนียนของเปอร์เซียได้แผ่ขยายอำนาจเข้าปกครองดินแดน ต่างๆ ด้วยความบ้าคลั่ง แต่ในยุคนี้ได้มีพัฒนาการที่ทันสมัยมากขึ้น มีการผลิตเงินเหรียญขึ้นใช้ นอกจากนั้นยังได้มีการดัดแปลงตัวอักษรคูนิฟอร์มเป็นตัวอักษรของเปอร์เซีย จัด ระบบการปกครอง โดยแบ่งเป็นจังหวัด หรือมณฑล เรียกว่า แซแทรปปี (Satrapy) นอกจากในด้านเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองแล้ว ชาวเปอร์เซียยังได้สร้างถนนใช้คมนาคมและถือว่าเป็นถนนที่ดีที่สุดในยุค โบราณ และนอกจากนั้นยังมีไปรษณีย์ติดต่อสื่อสารทางราชการอีกด้วย

สถาปัตยกรรม - สถาปัตยกรรมของชาวเปอร์เซียได้รับอิทธิพลมาจากอียิปต์ และกรีก การก่อสร้างได้นำเอาวัสดุหลายชนิดมาใช้อย่างเหมาะสม เช่น ใช้หินเป็นพื้น ผนังใช้อิฐและนำเอาเสาไม้มาใช้ตกแต่ง ทำโครงเพดาน มีการตกแต่งหัวเสาและแกะเสาเป็นร่องคล้ายของกรีก

ประติมากรรม - งานประติมากรรมที่สำคัญของเปอร์เซีย คือ การแกะสลักหัวเสาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ มีความสวยงามและประณีตนอกจากนั้นยังรู้จักนำทองแดงและโลหะต่างๆ มาประดับแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร 
          ประติมากรรมที่นิยมคือแบบนูนต่ำโดยเฉพาะการแกะสลักฐานบันไดกำแพง หรือฝาผนัง เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นภาพกษัตริย์ ขุนนาง และข้าทาสบริพารหรือพิธีกรรมต่างๆ ผลงานที่โดดเด่นมักจะเป็นผลงานประเภทประณีตศิลป์ ซึ่งจะนำสัตว์มาดัดแปลงประยุกต์เป็นสิ่งของเครื่องใช้




จิตรกรรม - ผลงานด้านจิตรกรรมของเปอร์เซียมีไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นการนำไปประยุกต์ ใช้กับการตกแต่งผนังภายในงานสถาปัตยกรรม รูปแบบจะมีลักษณะคล้ายกับแอสสิเรีย ศิลปกรรมเปอร์เซียเริ่มเสื่อมลงเมื่อพวกมุสลิมหรืออาหรับเข้ามามีอำนาจ ลักษณะงานศิลปะจึงได้เปลี่ยนแปลงไป



      กองทัพเปอร์เซีย
                                                                                                                                                                       ผู้นำที่สำคัญของจักรวรรดิเปอร์เซีย ได้แก่

กษัตริย์ไซรัสมหาราช (Cyrus The Great) พระองค์เป็นผู้สถาปนาจักรวรรดิจักรเปอร์เซีย โดยทรงเป็นกษัตริย์ที่ตีบาบิโลนได้ ใน ก่อน ค.ศ. 539 เป็นผู้ที่ปลดปล่อยชาวยิวจากการถูกกดขี่เป็นทาสที่กรุงบาบิโลน ให้ได้กลับดินแดนปาเลสไตน์หลังจากที่กองทัพเปอร์เซียเข้ายึดครองกรุงบาบิโลนได้ โดยเป็นกษัตริย์ที่ถูกกล่าวไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือ ไบเบิล


                 



พระเจ้าไซรัสเป็นกษัตริย์ที่ถูกมองว่าเป็นผู้นำที่ดีมีขันติธรรม โดยพระองค์ทรงอนุญาต ให้ดินแดนที่พระองค์เข้ายึดครองสามารถรักษาประเพณีของตนเองได้  โดยไม่ต้องจ่ายส่วย และไม่จับพลเมืองมาเป็นเชลย ไม่กดขี่ข่มเหงประชาชนในรัฐบริวาร  ทั้งนี้พระองค์ทรงจ่ายค่าแรงงานให้แก่คนงานที่สร้างเมืองและวัง ทั้งทรงมีการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันทำให้ประชาชนในดินแดนที่ถูกยึดครองซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติวัฒนธรรม เกิดความยอมรับในตัวผู้นำและไม่ต่อต้าน
ด้วยพระปรีชาสามารถและทรงคุณธรรม ทำให้พระเจ้าไซรัสได้รับสมัญญานามเป็นมหาราช ต่อมา พระองค์ได้เสด็จไปทำศึกที่เมืองเปอซากาดิ และสิ้นพระชนม์ในการรบ โดยพระโอรส พระนาม แคมไบซิส (Cambyeses)ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ ทว่า แคมไบซิสทรงปกครองด้วยความรุนแรง ไม่เหมือนรัชสมัยของกษัตริย์ไซรัส(ผู้เป็นพ่อ)ทำให้ผู้คนต่อต้านและเกิดการกบฏขึ้นหลายครั้ง


พระเจ้าดาริอัสที่ 1 (Darius The Great) ทรงเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็ง สามารถรวบรวมดินแดนและปราบปรามผู้ต่อต้านที่เริ่มแข็งข้อมาตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าแคมไบซิสลงได้ โดยในยุคนี้ เป็นสมัยที่จักรวรรดิเปอร์เซียมีความเจริญและเรืองอำนาจมากที่สุด โดยมีอาณาเขตกว้างขวางมาก โดยขยายดินแดนไปจรดอินเดีย ปาเลสไตน์ เอเชียไมเนอร์(ตุรกี) และ อียีปต์ จนกลายเป็นจักรวรรดิมีอาณาเขตกว้างขวางมากที่สุดในโลก ในยุคสมัยนั้น เรียกได้ว่าเป็น ยุคทองของอารยธรรมเปอร์เซีย
พระเจ้าดาริอัสที่หนึ่งทรงเป็นนักรบและนักปกครองชั้นเยี่ยม ทรงวางระเบียบการปกครองจักรวรรดิเปอร์เซีย และประกาศพระองค์เป็นผู้ปกครองอียิปต์และบาบิโลนโดยศูนย์กลางการปกครองสมัยนี้คือ กรุงสุสา(Susa) โดยย้ายมาจากนครเดิมที่เปอร์เซโปลิส

  นอกจากนี้ยังทรงสร้างเงินตราขึ้นใช้แลกเปลี่ยนในดินแดนประเทศตะวันออก (บาบิโลน อียิปต์และเปอร์เซีย) โดยเงินตราที่สร้างขึ้นใช้ ทำมาจากทองคำ ทรงขุดคลองลัดตรงคาบสมุทรสุเอช(Suez)มีชื่อว่า คลองดาริอัส(Darius’canal)ให้สามารถเดินเรือจากทะเลแดงเข้าสู่แม่น้ำไนล์ไปออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้
พระองค์ยังทรงโปรดฯให้สร้างถนนเชื่อมโยงกับหัวเมืองต่างๆทั่วจักรวรรดิเพื่อประโยชน์ในการคมนาคมขนส่งสื่อสาร ถนนทุกสายมีศูนย์กลางที่กรุงสุสา ถนนที่มีความยาวถึง 2700 กิโลเมตร จากเมืองสุสา มายัง เมือง ซาร์ดิส(Sardis) เรียกถนนนี้ว่า ถนนหลวงRoyal Road
ในสมัยของพระเจ้าดาริอุสที่ 1 มีการใช้ม้าเร็วสื่อสารและจัดให้มีสถานที่พักม้าระหว่างราชสำนักกับหัวเมืองทุกแห่ง ทำให้เปอร์เซีย ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาติแรกที่ให้กำเนิดระบบไปรษณีย์
พระเจ้าดาริอัสทรงสร้างกองทัพเรือขนาดใหญ่ โดยใช้ชาวฟินิเซียน(ปัจจุบันคือดินแดนที่เป็นประเทศเลบานอน)เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อคุมอำนาจทางทะเล เนื่องจากชาวฟินีเซียนเป็นชนที่มีความชำนาญในการค้าและการเดินเรือทางทะเล ตลอดจนการต่อเรือ และจัดแบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัด โดยส่งขุนนางไปปกครอง ทั้งมีการจัดระบบการปกครองส่วนภูมิภาค(ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาติแรกที่ริเริ่มการปกครองรูปแบบนี้)
ทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมมีความโดดเด่นในการสร้างพระราชวังทั้งด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะได้มีการผสมผสานนำเอาของชนชาติอื่นมาประยุกต์สร้างสรรค์



ทหารม้าเปอร์เซีย




ในด้านการทหาร จักรวรรดิเปอร์เซียได้พัฒนาเทคโนโลยีการทหารจนก้าวหน้า โดยมีทหารแม่นธนูและกองทัพม้าที่ดีที่สุดในแห่งหนึ่งของโลกยุคโบราณ โดยในรัชสมัยกษัตริย์ดาริอัสที่ 1 พระองค์ทรงขยายอำนาจไปถึงกรีกและเริ่มทำสงครามกับชาวกรีก ที่เรียกว่าสงครามเปอร์เซีย- กรีก ซึ่งสงครามดังกล่าว สืบเนื่องมาจนถึงรัชสมัยกษัตริย์เซอร์ซิส ที่ 1 (Xerxes the Great) ผู้เป็นพระราชโอรส โดยพระองค์ทรงสืบต่อภารกิจจากดาริอัสที่ 1 ผู้เป็นพ่อในการทำสงครามกับกรีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนสุดท้าย เปอร์เซียก็หมดความพยายามที่จะยึดครองดินแดนกรีก




ส่วนทางกรีกนั้น หลังจากได้รับชัยชนะจากสงครามเปอร์เซียแล้ว ก็เกิดสงครามภายในระหว่างรัฐของกรีกอีกหลายครั้ง จนในที่สุดกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย(359– 336 ปีก่อนคริสตกาล)(คนนี้เป็นพ่อของอเล็กซานเดอร์มหาราช)ซึ่งเป็นอาณาจักรทางภาคเหนือของกรีก ได้ใช้กำลังผสมระหว่างทหารม้าของขุนนางกับทหารราบฟาลังห์ (เป็นทหารที่ใช้โล่กับหอกยาวเวลารบจะเรียงแถวหน้ากระดาน)เข้ามาแทรกแซงและครอบครองดินแดนกรีกทั้งหมด ต่อมาพระราชโอรสของพระองค์ คือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (356-323 ปีก่อนคริสตกาล) ได้ทรงนำทัพมาสิโดเนียและกรีกเข้าทำสงครามกับพระเจ้าดาริอุสที่สามแห่งเปอร์เซีย แม้จะมีไพร่พลมากกว่าหลายเท่า ทว่ากองทัพเปอร์เซียกลับตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หลายครั้งและเสียดินแดนให้กับมาสิโดเนีย จนในที่สุด หลังพ่ายสงครามครั้งใหญ่ที่กัวกาเมลา พระเจ้าดาริอุสที่สามเสด็จหนีจากสนามรบและสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้กวาดล้างเชื้อพระวงศ์และขุนนางเปอร์เซียที่แข็งข้อจนราบคาบพร้อมกับทำลายนครหลวงของเปอร์เซียจนเป็นเถ้าถ่านและจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณก็ล่มสลายลง
อย่างไรก็ตามได้มีชนเผ่าปาร์เธียนที่สืบทอดอารยธรรมจากเปอร์เซียโบราณและก่อตั้งเป็นอาณาจักรสืบต่อมาในชื่อจักรวรรดิปาเธียนซึ่งกลายเป็นหนึ่งในศัตรูสำคัญของจักรวรรดิโรมัน 
ก่อนที่ชาวมุสลิมจะเข้ามายึดครองและเปลี่ยนเป็นจักรวรรดิเปอร์เซียของมุสลิมและประเทศอิหร่านในเวลาต่อมา




          


วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

POMPEII


ปอมเปอี

เป็นนครโรมันโบราณที่ถูกฝังบางส่วนใกล้กับเมืองเนเปิลส์สมัยใหม่ ในแคว้นกัมปาเนีย ประเทศอิตาลี ปอมเปอีถูกทำลายบางส่วนและถูกฝังใต้เถ้าและหินภูเขาไฟหนา 4 ถึง 6 เมตร จากเหตุภูเขาไฟวิสุเวียสปะทุใน ค.ศ. 79 ร่วมกับเฮอร์คิวเลเนียม
          เมืองปอมเปอีตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเนเปิลส์ (Naples) ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ถือกำเนิดขึ้นโดยชาวออสกัน (Oscan) ในช่วง 700 ปีก่อนคริสตกาล และถูกผนวกรวมกับอาณาจักรโรมันในช่วง 80 ปีก่อนคริสตกาล เมืองท่าแห่งนี้คือทำเลทองที่เอื้อต่อการทำการค้าและการเกษตร ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟ ทำให้สามารถปลูกต้นองุ่นและมะกอกได้ดี





มีการประมาณว่าเมืองปอมเปอีนั้นมีประชากรอาศัยอยู่ราว 10,000-20,000 คน และยังถือเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวโรมัน โดยผู้ที่มีฐานะร่ำรวยนิยมสร้างบ้านพักตากอากาศไว้ที่นี่ เพื่อเข้ามาพักผ่อนในช่วงฤดูร้อน
         ส่วนประกอบต่าง ๆ ของปอมเปอีนั้นก็ไม่ต่างจากเมืองอื่นในอาณาจักรโรมันเท่าใดนัก ด้านหนึ่งของเมืองจะมีฟอรั่ม (Forum) ไว้ใช้ในการพบปะสังสรรค์ของชาวเมือง โดยในบริเวณใกล้กันจะมีวิหาร ของเทพเจ้าองค์ต่าง ๆ เช่น เทพเจ้าวีนัส (Venus), จูปิเตอร์ (Jupiter) และอพอลโล (Apollo) ตั้งอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีท่อส่งน้ำเข้ามายังใจกลางเมือง ไว้ใช้สำหรับที่อาบน้ำสาธารณะและน้ำพุอีกด้วย
นอกจากนี้ ชาวเมืองปอมเปอียังชื่นชอบความบันเทิงเริงใจ โดยพวกเขาได้สร้างอัฒจรรย์ขนาดใหญ่ความจุถึง 20,000 ที่นั่งไว้สำหรับชมกลาดิเอเตอร์ รวมถึงโรงละครอีกหลายแห่ง เอาไว้ใช้สำหรับพิธีฉลองทางศาสนาหรือการแสดงคอนเสิร์ตต่าง ๆ


แต่แล้วในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 ภูเขาไฟวิสุเวียสที่หลับใหลมานานกว่าพันปีก็ได้เกิดปะทุขึ้น แรงระเบิดทำให้ลาวากว่า 1.5 ล้านตัน ทะลักออกมาจากปากปล่องที่กว้างถึง 3 กิโลเมตร  กระแสลมพัดพาเอาเถ้าถ่าน ฝุ่นควันและก๊าซพิษจำนวนมากมายังเมืองปอมเปอีที่ห่างจากเขาเพียง 5 กิโลเมตร
เพียงเวลาแค่ไม่กี่นาที ท้องฟ้าเหนือเมืองปอมเปอีก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันจนแม้กระทั่งแสงอาทิตย์ก็ไม่อาจส่องทะลุลงมาได้ และลาวาที่ถูกพ่นขึ้นไปบนฟ้าเมื่อเจออากาศก็แข็งตัวและตกลงพื้นดิน ทำให้ชาวเมืองต้องรีบหลบเป็นพัลวัน บางคนโดนหินตกใส่เสียชีวิต บางคนหลบอยู่ในบ้าน แต่ถึงกระนั้นก็ยังหนีไม่พ้นก๊าซพิษซึ่งระเหยในอากาศ เมื่อพวกเขาสูดหายใจเข้าไปก็เริ่มหายใจไม่ออก มีชาวเมืองบางส่วนเริ่มหลบหนีออกจากเมือง ขณะที่หินยังคงหล่นมาอย่างต่อเนื่องจนเกาะตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ บ้านบางหลังรับน้ำหนักไม่ไหวก็ถล่มลงมาทับคนตาย





       
        มีการค้นพบบันทึกของชาวโรมันคนหนึ่งที่ชื่อ พลินนี่ เดอะ ยังเกอร์ (Pliny the Younger) โดยบันทึกนี้กล่าวว่า ในช่วงวันก่อนภูเขาไฟระเบิดได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินสั่นไหวอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ก้าวหน้าในยุคนั้น ทำให้ไม่มีใครเฉลียวใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าว คือสัญญาณเตือนของโศกนาฏกรรมที่นำมาซึ่งจุดจบของปอมเปอี
การระเบิดยังดำเนินต่อไปอีกหลายวัน วันที่สองดูจะรุนแรงกว่าวันแรกเสียอีก ครั้งนี้ทำเอาชายหาดสั่นสะเทือน เกิดคลื่นปั่นป่วนจนบ้านตากอากาศริมทะเลพังหลายหลัง วันที่สามเกิดฝนตกลงมา ละลายเอาเถ้าถ่านร้อนๆ จากภูเขาไฟกลายเป็นโคลนเดือดๆ และไหลมาในเมืองเฮอร์คิวลาเนียม (Herculaneum) ซึ่งเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับปอมเปอี ทำให้ชาวเมืองนับพันเสียชีวิตเพราะถูกฝังใต้โคลนร้อนจัด เป็นการปิดฉากเมืองอันยิ่งใหญ่ทั้งสองเมือง


ค้นพบเมืองที่สาบสูญ

เป็นเวลานับพันปีที่ปอมเปอีหลับใหลอยู่ใต้ลาวาที่แข็งตัว โดยชาวโลกไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของเมืองนี้ จนกระทั่งปี 1534 มีการขุดค้นพบซากเมืองปอมเปอี แต่ไม่ได้รับความสนใจ จนปี 1689 มีการขุดคลองส่งน้ำ คนงานพบซากสิ่งก่อสร้างแบบโรมันและเหรียญต่างๆ แต่พวกเขาไม่สนใจ และเคลื่อนย้ายมันออกไปจากเส้นทางการขุดคลอง





เมืองอันสาบสูญแห่งนี้ถูกค้นพบขึ้นอีกครั้งในอีกปี 1599 ในระหว่างการขุดอุโมงค์ใต้ดิน คณะผู้ค้นพบได้ขุดเจอกำแพงที่เต็มได้ด้วยภาพวาดและจารึกมากมาย แต่แล้วการสำรวจก็ได้หยุดชะงักไป และเริ่มขึ้นอีกครั้งในปี 1748 ต่อเนื่องเรื่อยมา เผยให้เห็นโฉมหน้าความรุ่งเรืองและอารยธรรมอันศิวิไลซ์ของปอมเปอี 

ในปี 1784 จึงมีการเริ่มต้นขุดค้นหาซากเมืองอย่างจริงจัง เมื่อลอกดินที่พอกอยู่ออกไป คณะสำรวจจึงพบกับซากเมืองที่อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ รวมถึงร่างของชาวเมือง พวกเขาพบโพรงอากาศที่มีซากมนุษย์อยู่ภายในจึงตัดสินใจนำปูนปลาสเตอร์หยอดลงไป เมื่อปูนแห้งก็ได้ออกมาเป็นรูปร่าง













MEDICI


ตระกูลเมดีชี (Medici)
ตราประจำตระกูล


เป็นตระกูลที่มีอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองของฟลอเรนซ์ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 สมาชิกจากตระกูลนี้  3 คนได้เป็น พระสันตะปาปา (สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10, สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 7, และ สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 11) และนักปกครองของฟลอเรนซ์เองโดยเฉพาะโลเรนโซ เด เมดีชี ก็เป็นผู้อุปถัมภ์งานชิ้นสำคัญๆ ในสมัยเรอเนซองส์ ต่อมาตระกูลเมดีชีก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ของฝรั่งเศสและอังกฤษ




เมืองฟลอเรนซ์

           ความมีอิทธิพลของตระกูลเมดีชีสามารถทำให้ฟลอเรนซ์กลายมามีบทบาทสำคัญต่อความรุ่งเรืองของศิลปะและสถาปัตยกรรม ตระกูลเมดีชีและตระกูลสำคัญอื่นๆของประเทศอิตาลีในสมัยนั้น เช่น 
ตระกูลวิสคอนติ (Visconti) ตระกูลสฟอร์เซ (Sforza) ตระกูลต่างๆจากมิลาน ตระกูลเอสเตแห่งเฟอร์รารา (Este of Ferrara) ตระกูลกอนซากาจากมานตัว (Gonzaga of Mantua) และตระกูลอื่นๆ ต่างก็มีส่วนสำคัญในความเจริญของศิลปะเรอเนซองส์ และ สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์

ศิลปะยุคเรอเนอซองส์


ศิลปะเรอเนซองส์


         ธนาคารเมดีชีเป็นที่มั่งคั่งที่สุดในทวีปยุโรปและกล่าวกันว่าตระกูลเมดีชีเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในยุโรปสมัยนั้น ทำให้สร้างอำนาจทางการเมืองโดยเริ่มจากฟลอเรนซ์และอิตาลีจนในที่สุดก็ขยายไปทั่วยุโรป สิ่งที่ตระกูลเมดีชีเป็นต้นตำรับทางการบัญชี คือ การปรับปรุงวิธีทำบัญชีโดยลงหลักฐานที่สามารถทำให้ติดตามเงินเข้าเงินออกได้ง่ายขึ้น (double-entry bookkeeping system) 
         ตระกูลเมดีชีเดิมมาจากชาวกสิกรในบริเวณมูเกลโล (Mugello) ทางตอนเหนือของฟลอเรนซ์ หลักฐานครั้งแรกที่กล่าวถึงครอบครัวนี้ก็มาจากเอกสารที่เขียนเมื่อปี ค.ศ. 1260



    ประวัติ

ที่มาของชื่อ เมดีชีไม่เป็นที่ทราบแน่นอนแต่คำว่า เมดีชีในภาษาอิตาลีหมายถึง หมอยาสมาชิกตระกูลเมดีชีเริ่มมามีตำแหน่งสำคัญๆ เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในกิจการค้าขายขนแกะ โดยเฉพาะกับประเทศฝรั่งเศส และ ประเทศสเปน ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีชื่อเสียงทางการปกครองในบางเมืองแต่ก็ยังไม่มีความสำคัญมากเท่าตระกูลใหญ่ๆ เช่นตระกูลอัลบิซซิ (Albizzi) หรือ ตระกูลสโตรซซิ (Strozzi) สมาชิกที่สำคัญคนหนึ่งที่น่าจะกล่าวถึงในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ก็คือ ซาลเวสโตร เดอ เมดีชี (Salvestro de Medici) ผู้เป็นวาทกรของ สมาคมพ่อค้าขนแกะระหว่างการปฏิวัติชิออมปิ (Ciompi) จนถูกเนรเทศเมื่อปี ค.ศ. 1382 การที่ตระกูลเมดีชีเข้าไปมีส่วนในการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่งเมื่อปีค.ศ. 1400 ทำให้ทั้งตระกูลถูกห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองและการปกครองของเมืองฟลอเรนซ์เป็นเวลาราว 20 ปี

ยกเว้นเมื่ออาเวราร์โด (Averardo (Bicci) de Medici) ก่อตั้งวงศ์เมดีชี (Medici dynasty) จิโอวานนิ ดิ บิชชิ (Giovanni di Bicci de Medici) ผู้เป็นลูกชายของอาเวราร์โด สร้างความร่ำรวยให้แก่ครอบครัวเมดีชีเพิ่มขึ้นอีกโดยการก่อตั้ง ธนาคารเมดีชีและกลายเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในฟลอเรนซ์ ถึงแม้ว่าจิโอวานนี ดิ บิชชิจะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแต่ก็ได้รับการสนับสนุนเมื่อจิโอวานนิเสนอวิธีเก็บภาษีแบบสัดส่วน (proportional taxing system) โคสิโม เดอ เมดีชี หรือที่รู้จักกันในนาม โคสิโมผู้อาวุโสผู้เป็นลูกชายของจิโอวานนิดำเนินกิจการต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1434 ในฐานะ gran maestroหรือ grand masterในภาษาอังกฤษและได้รับตำแหน่งประมุขของรัฐฟลอเรนซ์อย่างไม่เป็นทางการตระกูลเมดีชี 
  
สาย อาวุโสที่สืบสายมาจาก โคสิโมผู้อาวุโสปกครองรัฐฟลอเรนซ์มาจนเมื่อ อเลสซานโดร เดอ เมดีชีผู้เป็นดยุกคนแรกของฟลอเรนซ์ถูกลอบสังหารเมื่อปี ค.ศ. 1537 การปกครองของตระกูลเมดีชีถูกขัดจังหวะลงสองหน (ระหว่างปี ค.ศ. 1494 ถึงปี ค.ศ. 1512 และ ระหว่างปี ค.ศ. 1527 ถึงปี ค.ศ. 1530) เมื่อมีการปฏิวัติจากประชาชนขับตระกูลเมดีชีออกจากเมือง 

      ศิลปะและสถาปัตยกรรม

กาลิเลโอ
      สิ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของตระกูลเมดีชี คือ การอุปถัมภ์ศิลปะและสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะในสมัยศิลปะและสถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยาตอนต้นและตอนที่รุ่งเรืองที่สุด งานศิลปะของฟลอเรนซ์เกือบทั้งหมดในสมัยนั้นเป็นอิทธิพลของครอบครัวนี้ 
       นอกจากให้การสนับสนุนทางศิลปะและสถาปัตยกรรมแล้ว ตระกูลเมดีชียังเป็นนักสะสมอีกด้วย ปัจจุบันเราจะเห็นสิ่งที่ตระกูลเมดีชีสะสมไว้ได้หอศิลป์อุฟฟิซิในเมืองฟลอเรนซ์
       
ทางสถาปัตยกรรมตระกูลเมดีชีมีอิทธิพลต่อสิ่งก่อสร้างหลายแห่งในฟลอเรนซ์รวมทั้งพิพิธภัณฑ์อุฟฟิซิ, วังพิตติ, สวนโบโบลิ (Boboli Gardens), ป้อมเบลเวเดเร (Belvedere) และวังเมดีชีเอง

            ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครในตระกูลเมดีชีที่เป็นนักวิทยาศาสตร์แต่ตระกูลเมดีชีมีชื่อเสียงในการเป็นผู้อุปถัมภ์นักดาราศาสตร์คนสำคัญคือ กาลิเลโอ กาลิเลอีผู้เป็นครูลูกหลานในตระกูลเมดีชีหลายคน แต่มาหยุดการสนับสนุนเอาในสมัยเฟอร์ดินานโดที่ 2 (Ferdinando II de Medici) เมื่อกาลิเลโอถูกกล่าวหาโดยศาลศาสนาโรมัน (Roman Inquisition) ว่าคำสอนของกาลิเลโอเป็นคำสอนนอกรีต แต่ตระกูลเมดีชีก็ปกป้องกาลิเลโออยู่หลายปีจนกาลิเลโอตั้งชื่อพระจันทร์สี่ดวงของดาวพฤหัสบดีตามชื่อของลูกหลานตระกูลเมดีชี


        คนสำคัญในตระกูลเมดีชี

          ซัลเวสโตร เดอ เมดีชี (ค.ศ. 1331-ค.ศ. 1388) นำการปฏิวัติชิออมปิและมาเป็นผู้เผด็จการของฟลอเรนซ์ก่อนที่จะถูกเนรเทศเมื่อ ปี ค.ศ. 1382

          จิโอวานนี ดิ บิชชิ (ค.ศ. 1360-ค.ศ. 1429) สร้างฐานะตระกูลเมดีชีจนเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในยุโรป
         
         โคสิโม เดอ เมดีชี หรือ โคสิโมผู้พ่อ” (ค.ศ. 1389-ค.ศ. 1464) วางรากฐานทางการเมือง

         ลอเร็นโซผู้ปรีชา (ค.ศ. 1449-ค.ศ. 1492) ประมุขระหว่างยุคทองของ ฟลอเรนซ์ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา
         
         สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10 (ค.ศ. 1475-ค.ศ. 1523)

         สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 7 (ค.ศ. 1478-ค.ศ. 1534)

         โคสิโมที่ 1 หรือ “Cosimo I the Great” (ค.ศ. 1519-ค.ศ. 1574) เป็นดยุกคนแรกของแคว้นทัสเคนี

          แคทเธอรีน เดอ เมดีชี (Catherine de Medici) (ค.ศ. 1519-ค.ศ. 1589) พระราชินีแห่งฝรั่งเศส

          สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 11 (ค.ศ. 1535-ค.ศ. 1605)

          มาเรีย เดอ เมดีชี (Maria de Medici) (ค.ศ. 1575-ค.ศ. 1642) พระราชินีแห่งฝรั่งเศส พระราชินีผู้สำเร็จราชการแห่งฝรั่งเศส

          อันนา มารีอา ลุยซา เดอ เมดีชี (Anna Maria Luisa de Medici) (ค.ศ. 1667-ค.ศ. 1743) ลูกของโคสิโมที่ 3  เป็นสมาชิกสำคัญของตระกูลเมดีชีคนสุดท้าย





แคทเธอรีน เดอ เมดีชี พระราชินีแห่งฝรั่งเศส



โคสิโม เดอ เมดีชี หรือ โคสิโมผู้พ่อ



สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 10


สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 7