อาณาจักรเปอร์เซีย ชาวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นชาวอินโดอารยันกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในดินแดนที่ปัจจุบันนี้ คือ ประเทศอิหร่าน ซึ่งได้ก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นเป็นอาณาจักร
โดยมีปฐมกษัตริย์ทรงพระนามว่า “อาเคมีเนส”
(Achaemenes) แห่งราชวงศ์อาเคเมนิค(Achaemenid) ต่อมาในสมัยของพระเจ้าไซรัส อาณาจักรเปอร์เซียได้ทำสงครามกับอาณาจักรลิเดียของพระเจ้าคริซุส
ซึ่งเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่ง เข้มแข็ง และสามารถพิชิตอาณาจักรลิเดียลงได้
ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของความยิ่งใหญ่ โดยหลังจากพิชิตลิเดียแล้ว
พระเจ้าไซรัสได้ทรงแผ่ขยายแสนยานุภาพเข้าครอบครองดินแดนใกล้เคียง
จนสามารถยึดครองกรุงบาบิโลนได้ในปีที่ 539 ก่อนคริสตกาล ทำให้ครอบครองดินแดนแถบเมโสโปเตเมียได้สำเร็จ
ก่อนจะเข้ายึดครองดินแดนอียิปต์ได้ในเวลาต่อมา
ทำให้อาณาจักรเปอร์เซียขึ้นสู่จุดสูงสุดและกลายเป็นจักรวรรดิในที่สุดและพระเจ้าไซรัสทรงได้รับพระนามเป็น
มหาราช
ศูนย์กลางของจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณ
ตั้งอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันคือ ประเทศอิหร่าน โดยแต่เดิมเมืองหลวงของอาณาจักร คือ
กรุง เอคบาทานา (Ecbatana) ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าไซรัสมหาราช
ช่วงที่กลายเป็นจักรวรรดิ ได้ทรงสร้างเมืองใหม่ที่ เปอร์ซีโปลิส (persepolis)
และกลายเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งใหม่จนล่วงเข้าถึงรัชกาลของพระเจ้าดาริอุสที่หนึ่ง
พระองค์ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ ที่ นครสุสา(Susa)
ชาวเปอร์เซียนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์(Zoroaster)
และเป็นศาสนาประจำอาณาจักร โดยยึดถือคัมภีร์อาเวสตา (Avesta)
ซึ่งมีความเชื่อว่าจักรวาลแบ่งเป็นฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว โดยมี
เทพเจ้าแห่งความดี เป็นเทพผู้สูงสุด ชื่ออหุรมัสดา (Ormazd) โดยเทพองค์นี้มีพวกอัครเทวทูตและเทวทูตทั้งหลายเป็นบริวาร
ส่วนฝ่ายชั่วนั้น มีเทพแห่งความชั่วองค์หนึ่งชื่อ อาห์ริมาน (Ahriman) มีภูตผีปีศาจเป็นบริวาร ศาสนาโซโรแอสเตอร์ได้สั่งสอนว่า
มนุษย์ควรจะปรนนิบัติรับใช้เทพแห่งความดี
จักรวรรดิเปอร์เซียมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเกษตรกรรมโดยมีการนำระบบชลประทานทั้งการสร้างเขื่อนและฝาย
รวมทั้งรางส่งน้ำ เพื่อนำน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก นอกจากนี้ยังมีระบบชลประทานใต้ดิน
ที่เรียกว่า ”คานัต”(Qanat)มาใช้ในการทำระบบส่งน้ำเข้าสู่เขตชุมชนเมืองด้วย
อารยธรรมของชาวเปอร์เซีย
อารยธรรมเปอร์เซีย อยู่ในช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตศักราช
หลังจากที่อาณาจักรแอสสิเรียได้เสื่อมลง
ชาวเปอร์เซียซึ่งเป็นชนชาติอินโดยูโรเปียนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ
ได้สร้างอาณาจักรอยู่ทางตอนเหนือเทือกเขาตะวันออก
กษัตริย์ราชวงศ์อะเคเมเนียนของเปอร์เซียได้แผ่ขยายอำนาจเข้าปกครองดินแดน ต่างๆ
ด้วยความบ้าคลั่ง แต่ในยุคนี้ได้มีพัฒนาการที่ทันสมัยมากขึ้น
มีการผลิตเงินเหรียญขึ้นใช้
นอกจากนั้นยังได้มีการดัดแปลงตัวอักษรคูนิฟอร์มเป็นตัวอักษรของเปอร์เซีย จัด
ระบบการปกครอง โดยแบ่งเป็นจังหวัด หรือมณฑล เรียกว่า แซแทรปปี (Satrapy) นอกจากในด้านเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองแล้ว
ชาวเปอร์เซียยังได้สร้างถนนใช้คมนาคมและถือว่าเป็นถนนที่ดีที่สุดในยุค โบราณ
และนอกจากนั้นยังมีไปรษณีย์ติดต่อสื่อสารทางราชการอีกด้วย
สถาปัตยกรรม -
สถาปัตยกรรมของชาวเปอร์เซียได้รับอิทธิพลมาจากอียิปต์ และกรีก การก่อสร้างได้นำเอาวัสดุหลายชนิดมาใช้อย่างเหมาะสม
เช่น ใช้หินเป็นพื้น ผนังใช้อิฐและนำเอาเสาไม้มาใช้ตกแต่ง ทำโครงเพดาน
มีการตกแต่งหัวเสาและแกะเสาเป็นร่องคล้ายของกรีก
ประติมากรรม -
งานประติมากรรมที่สำคัญของเปอร์เซีย คือ การแกะสลักหัวเสาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ
มีความสวยงามและประณีตนอกจากนั้นยังรู้จักนำทองแดงและโลหะต่างๆ
มาประดับแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร
ประติมากรรมที่นิยมคือแบบนูนต่ำโดยเฉพาะการแกะสลักฐานบันไดกำแพง
หรือฝาผนัง เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นภาพกษัตริย์ ขุนนาง
และข้าทาสบริพารหรือพิธีกรรมต่างๆ ผลงานที่โดดเด่นมักจะเป็นผลงานประเภทประณีตศิลป์
ซึ่งจะนำสัตว์มาดัดแปลงประยุกต์เป็นสิ่งของเครื่องใช้
จิตรกรรม -
ผลงานด้านจิตรกรรมของเปอร์เซียมีไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นการนำไปประยุกต์
ใช้กับการตกแต่งผนังภายในงานสถาปัตยกรรม รูปแบบจะมีลักษณะคล้ายกับแอสสิเรีย
ศิลปกรรมเปอร์เซียเริ่มเสื่อมลงเมื่อพวกมุสลิมหรืออาหรับเข้ามามีอำนาจ
ลักษณะงานศิลปะจึงได้เปลี่ยนแปลงไป
กองทัพเปอร์เซีย
ผู้นำที่สำคัญของจักรวรรดิเปอร์เซีย ได้แก่
กษัตริย์ไซรัสมหาราช (Cyrus The Great) พระองค์เป็นผู้สถาปนาจักรวรรดิจักรเปอร์เซีย
โดยทรงเป็นกษัตริย์ที่ตีบาบิโลนได้ ใน ก่อน ค.ศ. 539
เป็นผู้ที่ปลดปล่อยชาวยิวจากการถูกกดขี่เป็นทาสที่กรุงบาบิโลน
ให้ได้กลับดินแดนปาเลสไตน์หลังจากที่กองทัพเปอร์เซียเข้ายึดครองกรุงบาบิโลนได้
โดยเป็นกษัตริย์ที่ถูกกล่าวไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือ ไบเบิล
พระเจ้าไซรัสเป็นกษัตริย์ที่ถูกมองว่าเป็นผู้นำที่ดีมีขันติธรรม
โดยพระองค์ทรงอนุญาต
ให้ดินแดนที่พระองค์เข้ายึดครองสามารถรักษาประเพณีของตนเองได้ โดยไม่ต้องจ่ายส่วย และไม่จับพลเมืองมาเป็นเชลย
ไม่กดขี่ข่มเหงประชาชนในรัฐบริวาร
ทั้งนี้พระองค์ทรงจ่ายค่าแรงงานให้แก่คนงานที่สร้างเมืองและวัง
ทั้งทรงมีการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันทำให้ประชาชนในดินแดนที่ถูกยึดครองซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติวัฒนธรรม
เกิดความยอมรับในตัวผู้นำและไม่ต่อต้าน
ด้วยพระปรีชาสามารถและทรงคุณธรรม
ทำให้พระเจ้าไซรัสได้รับสมัญญานามเป็นมหาราช ต่อมา
พระองค์ได้เสด็จไปทำศึกที่เมืองเปอซากาดิ และสิ้นพระชนม์ในการรบ โดยพระโอรส พระนาม
แคมไบซิส (Cambyeses)ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ
ทว่า แคมไบซิสทรงปกครองด้วยความรุนแรง ไม่เหมือนรัชสมัยของกษัตริย์ไซรัส(ผู้เป็นพ่อ)ทำให้ผู้คนต่อต้านและเกิดการกบฏขึ้นหลายครั้ง
พระเจ้าดาริอัสที่ 1 (Darius The Great) ทรงเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็ง
สามารถรวบรวมดินแดนและปราบปรามผู้ต่อต้านที่เริ่มแข็งข้อมาตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าแคมไบซิสลงได้
โดยในยุคนี้ เป็นสมัยที่จักรวรรดิเปอร์เซียมีความเจริญและเรืองอำนาจมากที่สุด
โดยมีอาณาเขตกว้างขวางมาก โดยขยายดินแดนไปจรดอินเดีย ปาเลสไตน์
เอเชียไมเนอร์(ตุรกี) และ อียีปต์
จนกลายเป็นจักรวรรดิมีอาณาเขตกว้างขวางมากที่สุดในโลก ในยุคสมัยนั้น
เรียกได้ว่าเป็น ยุคทองของอารยธรรมเปอร์เซีย
พระเจ้าดาริอัสที่หนึ่งทรงเป็นนักรบและนักปกครองชั้นเยี่ยม
ทรงวางระเบียบการปกครองจักรวรรดิเปอร์เซีย
และประกาศพระองค์เป็นผู้ปกครองอียิปต์และบาบิโลนโดยศูนย์กลางการปกครองสมัยนี้คือ
กรุงสุสา(Susa) โดยย้ายมาจากนครเดิมที่เปอร์เซโปลิส
นอกจากนี้ยังทรงสร้างเงินตราขึ้นใช้แลกเปลี่ยนในดินแดนประเทศตะวันออก (บาบิโลน อียิปต์และเปอร์เซีย) โดยเงินตราที่สร้างขึ้นใช้ ทำมาจากทองคำ
ทรงขุดคลองลัดตรงคาบสมุทรสุเอช(Suez)มีชื่อว่า คลองดาริอัส(Darius’canal)ให้สามารถเดินเรือจากทะเลแดงเข้าสู่แม่น้ำไนล์ไปออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้
พระองค์ยังทรงโปรดฯให้สร้างถนนเชื่อมโยงกับหัวเมืองต่างๆทั่วจักรวรรดิเพื่อประโยชน์ในการคมนาคมขนส่งสื่อสาร
ถนนทุกสายมีศูนย์กลางที่กรุงสุสา ถนนที่มีความยาวถึง 2700 กิโลเมตร จากเมืองสุสา มายัง เมือง ซาร์ดิส(Sardis)
เรียกถนนนี้ว่า ถนนหลวงRoyal Road
ในสมัยของพระเจ้าดาริอุสที่ 1
มีการใช้ม้าเร็วสื่อสารและจัดให้มีสถานที่พักม้าระหว่างราชสำนักกับหัวเมืองทุกแห่ง
ทำให้เปอร์เซีย ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาติแรกที่ให้กำเนิดระบบไปรษณีย์
พระเจ้าดาริอัสทรงสร้างกองทัพเรือขนาดใหญ่
โดยใช้ชาวฟินิเซียน(ปัจจุบันคือดินแดนที่เป็นประเทศเลบานอน)เป็นผู้ดำเนินการ
เพื่อคุมอำนาจทางทะเล
เนื่องจากชาวฟินีเซียนเป็นชนที่มีความชำนาญในการค้าและการเดินเรือทางทะเล
ตลอดจนการต่อเรือ และจัดแบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัด โดยส่งขุนนางไปปกครอง
ทั้งมีการจัดระบบการปกครองส่วนภูมิภาค(ได้รับการยกย่องว่าเป็นชาติแรกที่ริเริ่มการปกครองรูปแบบนี้)
ทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมมีความโดดเด่นในการสร้างพระราชวังทั้งด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะได้มีการผสมผสานนำเอาของชนชาติอื่นมาประยุกต์สร้างสรรค์
ทหารม้าเปอร์เซีย
ในด้านการทหาร
จักรวรรดิเปอร์เซียได้พัฒนาเทคโนโลยีการทหารจนก้าวหน้า
โดยมีทหารแม่นธนูและกองทัพม้าที่ดีที่สุดในแห่งหนึ่งของโลกยุคโบราณ
โดยในรัชสมัยกษัตริย์ดาริอัสที่ 1
พระองค์ทรงขยายอำนาจไปถึงกรีกและเริ่มทำสงครามกับชาวกรีก
ที่เรียกว่าสงครามเปอร์เซีย- กรีก ซึ่งสงครามดังกล่าว
สืบเนื่องมาจนถึงรัชสมัยกษัตริย์เซอร์ซิส ที่ 1 (Xerxes the Great) ผู้เป็นพระราชโอรส โดยพระองค์ทรงสืบต่อภารกิจจากดาริอัสที่ 1 ผู้เป็นพ่อในการทำสงครามกับกรีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนสุดท้าย
เปอร์เซียก็หมดความพยายามที่จะยึดครองดินแดนกรีก
ส่วนทางกรีกนั้น หลังจากได้รับชัยชนะจากสงครามเปอร์เซียแล้ว
ก็เกิดสงครามภายในระหว่างรัฐของกรีกอีกหลายครั้ง จนในที่สุดกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย(359– 336
ปีก่อนคริสตกาล)(คนนี้เป็นพ่อของอเล็กซานเดอร์มหาราช)ซึ่งเป็นอาณาจักรทางภาคเหนือของกรีก
ได้ใช้กำลังผสมระหว่างทหารม้าของขุนนางกับทหารราบฟาลังห์
(เป็นทหารที่ใช้โล่กับหอกยาวเวลารบจะเรียงแถวหน้ากระดาน)เข้ามาแทรกแซงและครอบครองดินแดนกรีกทั้งหมด
ต่อมาพระราชโอรสของพระองค์ คือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (356-323 ปีก่อนคริสตกาล) ได้ทรงนำทัพมาสิโดเนียและกรีกเข้าทำสงครามกับพระเจ้าดาริอุสที่สามแห่งเปอร์เซีย
แม้จะมีไพร่พลมากกว่าหลายเท่า
ทว่ากองทัพเปอร์เซียกลับตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หลายครั้งและเสียดินแดนให้กับมาสิโดเนีย
จนในที่สุด หลังพ่ายสงครามครั้งใหญ่ที่กัวกาเมลา พระเจ้าดาริอุสที่สามเสด็จหนีจากสนามรบและสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้กวาดล้างเชื้อพระวงศ์และขุนนางเปอร์เซียที่แข็งข้อจนราบคาบพร้อมกับทำลายนครหลวงของเปอร์เซียจนเป็นเถ้าถ่านและจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณก็ล่มสลายลง
อย่างไรก็ตามได้มีชนเผ่าปาร์เธียนที่สืบทอดอารยธรรมจากเปอร์เซียโบราณและก่อตั้งเป็นอาณาจักรสืบต่อมาในชื่อจักรวรรดิปาเธียนซึ่งกลายเป็นหนึ่งในศัตรูสำคัญของจักรวรรดิโรมัน
ก่อนที่ชาวมุสลิมจะเข้ามายึดครองและเปลี่ยนเป็นจักรวรรดิเปอร์เซียของมุสลิมและประเทศอิหร่านในเวลาต่อมา